|
Q 1. ต้องการไปเรียนต่อที่ประเทศญี่ปุ่น ควรเริ่มอย่างไรดี?
ก่อนอื่นอาจต้องตอบคำถามกับตนเองก่อนว่า อะไรคือจุดมุ่งหมายของการไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น? นักศึกษาต่างชาติที่ต้องการศึกษาต่อในญี่ปุ่น ควรมีจุดมุ่งหมายในการไปเรียนให้ชัดเจน ซึ่งจะมีผลในการเลือกสถานการศึกษา การวางแผนการเงิน และการเตรียมตัวเพื่อความสำเร็จ จุดมุ่งหมายหลักๆ เพื่อพิจารณามีดังนี้
- ศึกษาระยะสั้น กล่าวคือ ต้องการไปศึกษาน้อยกว่า 1 ปี เพื่อเสริมประสบการณ์ หรือเตรียมตัววางพื้นภาษาญี่ปุ่น มีระยะเวลาตั้งแต่หนึ่งเดือนขึ้นไป ตามแต่นโยบายของแต่ละสถาบัน อาจเป็นนักเรียนแลกเปลี่ยนขององค์กรต่างๆ หรือการเรียนระยะสั้นที่สถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น ซึ่งบางแห่งสามารถเลือกอยู่โฮมสเตย์กับครอบครัวชาวญี่ปุ่นระยะสั้นๆ ด้วย
- ต้องการความรู้ด้านภาษา คือมุ่งในการเรียนภาษาเพื่อนำไปใช้งาน ไม่มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาต่อ กรณีนี้สามารถศึกษาได้ในสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นของเอกชน หรือหมวดภาษาญี่ปุ่นในวิทยาลัยหรือมหาวิทยาลัยเอกชนที่เปิดสอน ทั้งนี้มีหลักสูตร 1 – 2 ปี โดยบางแห่งมีหลักสูตรภาษาญี่ปุ่นธุรกิจด้วย ควรตั้งเป้าหมายระดับความรู้ที่ต้องการให้ชัดเจน
- การศึกษาเพื่อศึกษาต่อระดับสูง อาทิ ปริญญาระดับต่างๆ หรือทำงานวิจัย โดยที่มหาวิทยาลัย และวิทยาลัยต่างๆ ในญี่ปุ่น ส่วนใหญ่การเรียนการสอนเป็นภาษาญี่ปุ่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระดับปริญญาตรี จะมีข้อกำหนดระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่น หากความรู้ด้านภาษาไม่เพียงพอต้องเรียนภาษาเพิ่มเติม พร้อมการเตรียมตัวอื่นๆ ควรเลือกสถานการศึกษาที่มีการแนะแนว และมีการช่วยเตรียมความรู้ทั่วไป สำหรับการสอบเข้ามหาวิทยาลัย และอยู่ในระยะทางที่เอื้อให้เข้าไปหาข้อมูลของมหาวิทยาลัยได้โดยสะดวก
การกำหนดจุดมุ่งหมายที่ชัดเจน จะมีผลถึงการกำหนดค่าใช้จ่าย การเตรียมการหาแหล่งทุน และการวางแผนการเรียนให้มีประสิทธิภาพสูงสุด นอกจากนั้นควรมีจุดมุ่งหมายด้านอาชีพที่จะรองรับเมื่อสำเร็จการศึกษาอีกด้วย
Q 2. ระบบการศึกษาของญี่ปุ่นเหมือนกับประเทศไทยหรือไม่?
ระบบการศึกษาในประเทศญี่ปุ่นนั้นเหมือนกับระบบการศึกษาในประเทศไทย โดยระบบการศึกษาของญี่ปุ่นเป็นดังนี้
โครงสร้างการศึกษาในประเทศญี่ปุ่น จะเป็นระบบ 12 ปี จบระดับมัธยมศึกษาตอนปลายเช่นเดียวกับไทย คือ
- ระดับประถมศึกษา 6 ปี
- ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 3 ปี
- มัธยมศึกษาตอนปลาย หรือเลือกเรียนในวิทยาลัยอาชีวศึกษา หรือ การเรียนด้านวิชาชาชีพ 3 ปี (ปวช.)
จากนั้นจึงเข้าสู่ระดับอุดมศึกษา
- มหาวิทยาลัย 4 ปี (ปริญญาตรี) ยกเว้นสาขาแพทย์ หรือ วิทยาลัย, วิทยาลัยอาชีวศึกษา 2 ปี (ปวส.) แล้วต่อระดับปริญญาตรีอีก 2 ปี
- บัณฑิตวิทยาลัย นักศึกษาวิจัยระยะเวลาตั้งแต่ 1 ภาค, 1 ปี, 2 ปี ไม่ได้ปริญญาบัตร
- บัณฑิตวิทยาลัย ปริญญาโท 2 ปี
- บัณฑิตวิทยาลัย ปริญญาเอก 3 ปี ด้านการแพทย์ 4 ปี
ผังแสดงโครงสร้างการศึกษาของญี่ปุ่น

Q 3. อยากทราบค่าใช้จ่ายการเรียนภาษาญี่ปุ่นในประเทศญี่ปุ่นต่อปี?
การเรียนต่อในต่างประเทศมีความจำเป็นที่ต้องใช้ทุนทรัพย์พอสมควรการคาดการณ์และจัดเตรียมงบประมาณไว้ให้พอ จึงมีความสำคัญที่จะไม่ให้ปัญหาการเงินมาบั่นทอนเป้าหมาย การเตรียมการด้านงบประมาณสำหรับผู้ที่ศึกษาโดยทุนส่วนตัว สามารถคำนวณได้จากค่าใช้จ่ายหลักสามส่วนคือ
- ค่าใช้จ่ายด้านการศึกษา ตรวจสอบค่าใช้จ่ายได้จากเว็ปไซต์ของแต่ละสถาบัน
- ค่าที่พักและค่าเดินทางประจำวัน ค่าทีพักในเมืองใหญ่ควรมีงบประมาณตั้งแต่ 55,000 เยนต่อเดือนขึ้นไป ส่วนที่พักในเมืองรอบนอกจะมีค่าใช้จ่ายประมาณ 35,000 เยนขึ้นไป ในส่วนค่าเดินทางควรเตรียมไว้ไม่ต่ำกว่า 25,000 เยนโดยประมาณ
- ค่าใช้จ่ายส่วนตัว ควรคิดคำนวณที่เดือนละ 40,000 เยนเป็นอย่างน้อย
อาจกล่าวได้ว่านอกเหนือจากค่าเล่าเรียนแล้ว ค่าใช้จ่ายอื่นๆต่อเดือนควรมีเตรียมไว้ 100,000 เยนขึ้นไป อย่างไรก็ดีการหางานพิเศษทำในญี่ปุ่นก็มีความเป็นไปได้ หากต้องคำนึงถึงการแบ่งเวลา ความสามารถในการสื่อสารภาษาญี่ปุ่น และประเภทของวีซ่าซึ่งจะเป็นตัวกำหนดจำนวนชั่วโมงทำงานที่ได้รับอนุญาต ไม่แนะนำให้หางานพิเศษทำจนกว่าจะสามารถสื่อสารได้ดี
มีข้อมูลพอเพียงต่อการตัดสินใจหรือไม่
การจะสามารถกำหนดจุดมุ่งหมายและงบประมาณที่ชัดเจนและเป็นจริงได้ต้องมีข้อมูลที่มากพอ ซึ่งสามารถหาข้อมูลได้ทั้งจากทางเวปไซต์ของสถาบันการศึกษา หรือติดต่อศูนย์แนะแนวต่างๆรวมทั้ง ที่ไมนิจิอคาเดมิคกรุ๊ป ศูนย์แนะแนวการศึกษาครบวงจร
Q 4. ต้องรู้ภาษาญี่ปุ่นแค่ไหน ก่อนไปเรียนต่อประเทศญี่ปุ่น?
- สำหรับผู้ที่ต้องการศึกษาในสถาบันการศึกษาระดับสูงไม่ว่าจะเป็น วิทยาลัยเทคนิค, วิทยาลัยอาชีวศึกษา, มหาวิทยาลัย หรือ บัณฑิตวิทยาลัย ส่วนใหญ่จะมีข้อกำหนดสำหรับนักเรียนต่างชาติ ที่จะเข้าศึกษาต่อในด้านความรู้ภาษาญี่ปุ่น ซึ่งต้องสอบได้ระดับ ( Japanese Language Proficiency Test) ภาษาญี่ปุ่น จนได้ระดับที่แต่ละสมาพันธ์กำหนดไว้ ซึ่งส่วนใหญ่กำหนดไว้ที่ระดับ 1 ถึงระดับ 2 นอกจากนั้นบางมหาวิทยาลัยกำหนดให้นักเรียนต่างชาติสามารถเลือกสอบ EJU ซึ่งเป็นการสอบเพื่อศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่นสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัว
- กรณีผู้ที่ต้องการเข้าเรียนทางด้านภาษาก่อน หรือต้องการเรียนเฉพาะด้านภาษาควรเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นเบื้องต้นไปบ้าง โดยมีพื้นฐาน 100 ชั่วโมงขึ้นไป
Q 5. ควรเลือกโรงเรียนสอนภาษาที่ดีอย่างไรดี?
การเลือกสถาบันสอนภาษาควรพิจารณาในประเด็นต่างๆดังนี้
- เป็นสถาบันที่ได้มาตรฐาน โดยเลือกสถาบันสอนภาษาที่ได้รับการรับรองจากสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่น สามารถตรวจสอบรายชื่อสถาบันได้ที่ http://www.nisshinkyo.com/mentr.cgi (ภาคภาษาอังกฤษ)
- พิจารณาหลักสูตรและกิจกรรม ควรเลือกให้สอดคล้องกับจุดมุ่งหมาย เช่น มีหลักสูตรเสริมสำหรับผู้ต้องการสอบเข้ามหาวิทยาลัย มีกิจกรรมเสริมในส่วนที่สนใจ มีหลักสูตรญี่ปุ่นธุรกิจ
- จำนวนผู้สอนต่อจำนวนผู้เรียน อยู่ในสัดส่วนที่พอเหมาะ
- การแบ่งชั้นในแต่ละระดับความรู้ทางภาษา ซึ่งจะทำให้ผู้เรียนสามารถเข้าเรียนในชั้นที่ใกล้เคียงกับระดับความรู้ของตนเอง
- ทำเลที่ตั้ง อยู่ในทำเลที่ต้องการ ความสะดวกในการเดินทาง และสภาพแวดล้อมที่ตั้งโรงเรียน
- ค่าใช้จ่าย สอดคล้องกับงบประมาณที่ตั้งไว้ โดย อาจพิจารณาร่วมกับเรื่อง ที่พักที่ทางสถาบันเสนอให้
- สิ่งอำนวยความสะดวกในสถาบัน อาทิ ห้องสมุด อินเทอร์เน็ต ศูนย์แนะแนว
- สัดส่วนนักเรียนชาติต่างๆ มีสัดส่วนของชาติต่างๆ ไม่เน้นหนักเป็นชาติหนึ่ง ชาติใดๆ
- ภาคการศึกษา ควรพิจารณาภาคเรียนที่ต้องการศึกษาโดยภาคเรียนหลักคือ
- ภาคเรียนเมษายน สมัครภายในช่วงเดือนตุลาคม – พฤศจิกายน
- ภาคเรียนตุลาคม สมัครภายในช่วงเดือนเมษายน – พฤษภาคม
นอกจากนี้ยังมีบางสถาบันเปิดรับนักเรียนใหม่ช่วงมกราคมและกรกฎาคมอีกด้วย
- คุณสมบัติผู้สมัคร
- อายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป
- จบการศึกษามัธยมปลาย 12 ปีหรือเทียบเท่า
- จัดเตรียมเอกสารสำคัญ โดยแต่ละสถาบันจะมีระเบียบการใบสมัครของแต่ละแห่ง เอกสารหลักๆ ที่ต้องเตรียมประกอบด้วย เอกสารผู้สมัคร และเอกสารผู้ค้ำประกัน อันได้แก่ ใบสมัคร + รูปถ่าย, ใบแสดงผลการเรียน (Transcript & Certificate), เอกสารแสดงสถานภาพทางการเงินของผู้สมัคร, หรือผู้ปกครอง หรือ ผู้ค้ำประกัน เป็นต้น
- ช่วงการสมัคร การสมัครในประเทศไทยต้องส่งใบสมัครพร้อมเอกสารล่วงหน้าไม่ต่ำกว่า 4 – 6 เดือน ก่อนการเปิดภาคเรียน ทั้งนี้แต่ละโซนจะปิดรับสมัครไม่พร้อมกัน
Q 6.อยากเข้าเรียนในโรงเรียนมัธยมปลายในญี่ปุ่น ต้องเตรียมตัวอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันผู้ที่สนใจจะเข้าเรียนที่ญี่ปุ่นในระดับมัธยมศึกษา สามารถสมัครเข้าเรียนได้ในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย ในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 แต่ยังมีเพียง2-3 แห่งเท่านั้นที่รับนักเรียนต่างชาติ และมีบางแห่งที่รับนักเรียนเข้าเรียนในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 อีกด้วยในหลักสูตรหนึ่งปีและหนึ่งปีครึ่ง ซึ่งนับเป็นโอกาสอันดีสำหรับผู้ที่มีความต้องการเข้าเรียนมหาวิทยาลัยในญี่ปุ่น อย่างไรก็ดีผู้สมัครควรเคยเรียนภาษาญี่ปุ่นมาแล้วประมาณหนึ่งปี หรือ 150 ชั่วโมง สามารถเข้าไปดูรายละเอียดโรงเรียนที่ทางไมนิจิฯ เปิดรับสมัครได้ที่ลิงค์นี้
Meitoku Gijuku Senior High School
Q 7. เรียนสายวิชาชีพสาขาใดน่าสนใจบ้าง และผู้สมัครต้องมีคุณสมบัติอย่างไร?
การเลือกเรียนสายวิชาชีพในญี่ปุ่นจะเน้นในการลงมือภาคปฏิบัติ โดยที่ผู้เรียนสามารถเลือกเรียนไปจนจบระดับปริญญาตรีได้ ซึ่งเป็นที่นิยมด้วยผู้เรียนจะมีโอกาสฝึกมือ และจะได้รับใบอนุญาตทำงานสายวิชาชีพที่เรียนซึ่งมีความจำเป็นต้องใช้ในการทำงานจริงอีกด้วย สาขาที่น่าสนใจ ได้แก่
- หลักสูตรด้านการออกแบบ –แฟชั่น คอมพิวเตอร์กราฟฟิค การ์ตูน ออกแบบเกมส์ การออกแบบเวที
- หลักสูตรด้านวิศวกรรม- วิศวกรรมยานยนต์ โปรแกรมเมอร์ คอมพิวเตอร์ วิศวกรรมเสียง
- หลักสูตรด้านนิเทศ บันเทิง การแสดง – ดนตรี โทรทัศน์ การเต้น ภาพยนตร์ การแสดง
- หลักสูตรด้านการบริการ และ การท่องเที่ยว-การโรงแรม การท่องเที่ยว การทำอาหาร ไกด์
- หลักสูตรด้านสุขภาพความงาม -ทำผมแต่งหน้า, ทำเล็บ, เอสเตติค
- หลักสูตรด้านธุรกิจ – ล่าม ธุรกิจระหว่างประเทศ
การสมัครเข้าเรียนมีรายละเอียดดังนี้
- คุณสมบัติ
- อายุ 18 ปีบริบูรณ์
- จบการศึกษามัธยมปลาย 12 ปีหรือเทียบเท่า
- มีระดับความรู้ภาษาญี่ปุ่นในเกณฑ์ที่วิทยาลัยกำหนด เช่น ผ่านการวัดระดับ 1 หรือ 2 ผ่านความรู้ในข้อสอบเพื่อศึกษาต่อในประเทศญี่ปุ่น วิชาภาษาญี่ปุ่น คะแนนรวมเกิน 200 คะแนน หรือตามเกณฑ์อื่นๆ ที่สถาบันแห่งนั้นกำหนด เช่น เรียนภาษาญี่ปุ่นสถานสอนภาษาญี่ปุ่นที่ได้รับการรับรองจากรัฐบาล และสมาคมส่งเสริมการศึกษาภาษาญี่ปุ่นไม่ต่ำกว่า 6 เดือน
- ยื่นใบสมัคร ซึ่งแต่ละสถาบันเป็นผู้กำหนดเอกสารหลักๆ เช่นเดียวกับการสมัครเข้าสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่นแต่เพิ่ม ใบรับรองการเข้าเรียน หรือใบรับรองคะแนนจากสถาบันสอนภาษาญี่ปุ่น หรือหนังสือรับรองการสำเร็จการศึกษาจากสภาบันสอนภาษา (กรณีพำนักที่ญี่ปุ่น) หรือใบรับรองความสามารถทางภาษาญี่ปุ่น (กรณีพำนักนอกประเทศญี่ปุ่น)
- การสอบเข้า ทางวิทยาลัยอาจใช้วิธีสอบตามสาขาวิชา, เขียนเรียงความ, คัดเลือกจากเอกสาร, สอบสัมภาษณ์, ทดสอบความถนัด, สอบปฏิบัติ, สอบภาษาญี่ปุ่น ทั้งนี้อาจกำหนดเลือกวิธีเลือกสอบผสมผสานกันตามสาขาวิชาและนโยบายของวิทยาลัยด้วย
- ช่วงเวลาสมัคร ขึ้นอยู่กับแต่ละสถาบัน อย่างเร็วปิดรับสมัครในช่วงเดือนสิงหาคม – กันยายน อย่างช้าเดือนมกราคม หากสมัครจากประเทศไทย ควรสมัครล่วงหน้านานๆ
Q 8. อยากได้ข้อมูลการเข้าเรียนต่อในระดับปริญญาตรี?
การศึกษาในระดับมหาวิทยาลัยมีทั้งระดับปริญญาตรี 4 ปี และ 6 ปีในสาขาแพทย์ การทำวิจัยระยะยาว หรือบางแห่งอาจมีระบบผู้เข้าฟัง (Adult) และนักศึกษาเลือกเสรีซึ่งนอกจากการศึกษาระยะยาวเพื่อวุฒิการศึกษาหรือการทำวิจัยระยะยาวแล้ว ญี่ปุ่นยังมีระบบการศึกษาระยะสั้นสำหรับผู้ไม่ต้องการวุฒิการศึกษาด้วย การเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยเป็นระบบสอบเข้าเช่นเดียวกับในประเทศไทย โดยนักเรียนต่างชาติจะแยกส่วนกับนักเรียนญี่ปุ่น ภาษาญี่ปุ่นยังมีความสำคัญ รวมถึงการได้รับการรับรองจากสถาบันการศึกษาในญี่ปุ่นก็มีความสำคัญเช่นเดียวกัน สถาบันการศึกษาต้องการผู้ที่มีความมุ่งมั่นในการเรียนเป็นหลัก
- คุณสมบัติ
- อายุ 18 ปีบริบูรณ์
- จบการศึกษาระดับมัธยมปลาย 12 ปีหรือเทียบเท่า (เท่ากับหลักสูตรปกติในประเทศไทย) หรือผ่านการสอบหลักสูตรในระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย (International Baccalaureate)
- ความรู้ภาษาญี่ปุ่น ผู้สมัครควรสอบผ่านการทดสอบความรู้ภาษาญี่ปุ่น (Proficiency Test) ในระดับที่กำหนด หรือใช้คะแนนภาษาญี่ปุ่นในการสอบEJUในกรณีที่มหาวิทยาลัยกำหนด
- เอกสารการสมัคร ใช้เอกสารหลักๆ เช่นเดียวกับการสมัครประเภทอื่นๆ รวมทั้งใบรับรองจากอาจารย์ใหญ่ หรืออาจารย์ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย หรือ สถาบันการศึกษาในญี่ปุ่นที่เคยเรียน
- การสอบเข้ามหาวิทยาลัย นักศึกษาต้องผ่านการสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัย หลายแห่งมีการจัดการสอนพิเศษสำหรับนักศึกษาต่างชาติประกอบกับการพิจารณาจากเอกสารการสมัครการสัมภาษณ์และการทดสอบความสามารถพิเศษที่แต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัยจะกำหนดวันสมัคร, วันสอบของแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกันออกไป จะทราบในช่วงเดือนสิงหาคมของแต่ละปี ในปัจจุบันมีการสอบสำหรับนักเรียนต่างชาติทุนส่วนตัว ซึ่งจัดขึ้นปีละ 2 ครั้งในเดือนมิถุนายน และพฤศจิกายนของทุกปี ในประเทศไทยติดต่อสอบ EJU ได้ที่สมาคมนักเรียนเก่าญี่ปุ่นในพระบรมราชูปถัมภ์ การสอบนี้สามารถเลือกสอบเป็นภาษาอังกฤษ หรือญี่ปุ่นได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัยที่สมัครจะเป็นผู้กำหนด รวมถึงวิชาที่ให้ทดสอบด้วย
ผู้ที่ต้องการเรียนหลักสูตรภาษาอังกฤษ บางมหาวิทยาลัยที่มีหลักสูตรพิเศษที่มีการเรียนการสอนภาษาอังกฤษแบบมหาวิทยาลัยนานาชาติ เช่น Sophia University, Ritsumeiman Asia Pacific University สามารถเข้าไปอ่านบทสัมภาษณ์ผู้เรียนต่อปริญญาโททั้งประเภทผู้ที่ได้รับทุนและทุนส่วนตัวได้ที่นี่
Q 9. อยากทราบข้อมูลเรียนต่อปริญญาโทและปริญญาเอก ?
บัณฑิตวิทยาลัยจัดแบ่งการศึกษาออกเป็นระดับปริญญาโท ระยะเวลาศึกษาไม่เกิน2ปี และปริญญาเอก ระยะเวลาศึกษาไม่เกิน 5 ปี ระดับปริญญาเอกโดยมากจะแบ่งออกเป็น หลักสูตรภาคต้น ( 2 ปี เทียบได้กับปริญญาโท) และหลักสูตรภาคปลาย ( 3 ปี) ส่วนปริญญาเอกสาขาแพทยศาสตร์ ทันตแพทยศาสตร์ และ สัตวแพทยศาสตร์นั้น จะเป็นการศึกษาต่อเนื่องมาจากระดับปริญญาตรี ซึ่งมีระยะเวลาศึกษา 6 ปี
ในการสมัครเข้าเรียนต่อในบัณฑิตวิทยาลัยในระดับปริญญาโท และ ปริญญาเอกนั้นมีปัจจัยในการพิจารณาทั้งในส่วนเอกสารการสมัคร การสอบข้อเขียน และการสอบสัมภาษณ์ในหัวข้อวิทยานิพนธ์อีกด้วย โดยหลักเกณฑ์การสมัครเป็นดังนี้
- คุณสมบัติ การสมัครเรียนระดับปริญญาโทและนักศึกษาวิจัย ต้องจบการศึกษาระดับปริญญาตรี 4 ปี หรือมีคุณสมบัติเทียบเท่าอื่นๆ ตามที่บัณฑิตวิทยาลัยนั้นๆ ยอมรับ การสมัครเรียนระดับปริญญาเอก ต้องมีวุฒิปริญญาโท หรือมีคุณสมบัติเทียบเท่า หรือสูงกว่าตามที่บัณฑิตวิทยาลัยนั้นๆ ยอมรับ
- เอกสารการสมัคร บัณฑิตวิทยาลัยแต่ละแห่งจะเป็นผู้กำหนด แต่โดยมากจะประกอบด้วยเอกสารสำคัญดังนี้คือ
- ใบสมัครของบัณฑิตวิทยาลัยนั้นๆ พร้อมรูปถ่าย
- เอกสารรับรองการศึกษา ได้แก่ ใบรับรองจากมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษา ปริญญาบัตรปริญญาตรีสำหรับปริญญาโท และปริญญาบัตรระดับปริญญาโทสำหรับการสมัครระดับปริญญาเอก ใบแสดงผลการเรียน (Transcript) มหาวิทยาลัยแห่งสุดท้ายที่ศึกษาท้ายสุด
- หนังสือแนะนำ (Recommendation Letter) จากคณบดี หัวหน้าภาควิชา อาจารย์จากมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษา
- วิทยานิพนธ์ / สรุปจากมหาวิทยาลัยที่สำเร็จการศึกษากรณีเรียนต่อด้านศิลปะควรมีสรุปผลงาน (Portfolio) รวมถึงแผนการวิจัยที่มีเป้าหมายจะทำ
- เอกสารส่วนตัว เช่น ประวัติส่วนตัว ใบรับรองแพทย์ Passport
- เอกสารรับรองด้านการเงิน / เอกสารผู้ค้ำประกัน เอกสารแสดงความสัมพันธ์กับผู้คำประกัน
- การสอบเข้าศึกษา การสอบจะขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละแห่ง บางแห่งอาจพิจารณาจากเอกสาร ผลงาน บางแห่งอาจต้องมีการสอบบางส่วน แต่โดยมากมักจะต้องสอบสัมภาษณ์เรื่องหัวข้อวิทยานิพนธ์ สาขาที่จะศึกษา บัณฑิตวิทยาลัยหลายแห่งกำหนดให้นักศึกษาต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ท่านรับรองก่อนสมัคร จึงควรสอบถามสถานที่สนใจให้เรียบร้อย นักศึกษาวิจัยโดยมากพิจารณาจากเอกสารเป็นเกณฑ์
- ระยะเวลาการสมัคร แต่ละแห่งมีกำหนดการแต่งต่างกันควรตรวจสอบล่วงหน้า ใบสมัครระดับบัณฑิตวิทยาลัยจะออกวางจำหน่ายในช่วงเดือนมิถุนายนถึงเดือนสิงหาคมของปี
- หัวข้องานวิจัยหรือวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษา กล่าวกันว่าสองสิ่งนี้คือหัวใจสำหรับการเรียนในบัณฑิตวิทยาลัย เริ่มต้นตั้งแต่ในขั้นตอนการสมัคร บัณฑิตวิทยาลัยบางแห่งกำหนดให้นักศึกษาทั้งภาคปกติและนักศึกษาวิจัยต้องติดต่ออาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อให้ท่านรับรองก่อนสมัครอีกทั้งในการสอบสัมภาษณ์ก็ควรได้ผ่านการปรึกษากับอาจารย์ที่ปรึกษามาแล้ว ดังนั้นขอเสนอวิธีที่เหมาะสมในการหาอาจารย์ที่ปรึกษาดังนี้
- ขอให้ศาสตราจารย์ผู้รับผิดชอบในมหาวิทยาลัยนั้นๆแนะนำอาจารย์ที่ปรึกษาให้
- หาข้อมูลจากหนังสือแนะนำหลักสูตรของบัณฑิตวิทยาลัย วารสารทางวิชาการในหมวดที่ใกล้เคียง
- สอบถามจากนักเรียนเก่าญี่ปุ่น และนักวิจัยในญี่ปุ่นในสาขาหรือสาขาใกล้เคียง
- ตรวจเช็คจากหัวข้อวิจัยที่ใกล้เคียงในเว็ปไซต์ http://read.jst.go.jp หรือ “หนังสือรวมหัวข้อวิจัย”(จัดพิมพ์โดยคิโนะคุนิยะ)
การติดต่อควรชี้แจงเหตุผลในการขอเชิญท่านเป็นอาจารย์ที่ปรึกษาพร้อมส่งผลงานหรือวิทยานิพนธ์ที่เคยทำสมัยปริญญาตรี แผนการทำวิจัย พร้อมกับใบรับรองจากอาจารย์ที่ปรึกษาในมหาวิทยาลัยที่เคยหรือกำลังศึกษาอยู่ให้ท่านได้พิจารณาด้วย และควรติดต่อท่านอย่างสมำ่เสมอ หรือหากกำลังเรียนอยู่ในประเทศญี่ปุ่นก็ควรขออนุญาตเข้าไปเรียนพบ หรือเข้าชั้นเรียนที่ท่านสอนแสดงให้ท่านเห็นในความตั้งใจ และพากเพียรในกรณีที่เป็นนักศึกษาวิจัย เมื่อมีอาจารย์ที่ปรึกษาแล้วก็สามารถเตรียมตัวเพื่อความพร้อมในการสอบสัมภาษณ์ต่อไป
- การศึกษาเพื่อความสำเร็จ การศึกษาในระดับปริญญาโทนักศึกษาจะต้องศึกษาเป็นเวลาอย่างน้อย 2 ปี ได้รับหน่วยกิตในสาขาวิชาเอกครบตามที่กำหนด(อย่างน้อย30 หน่วยกิต) รวมทั้งต้องส่งและสอบวิทยานิพนธ์ให้ผ่าน โดยนักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับ "ปริญญามหาบัณฑิต" ส่วนหลักสูตรปริญญาเอกนั้น โดยหลักการแล้วนักศึกษาจะต้องศึกษาเป็นเวลาอย่างน้อย 5 ปี ซึ่งรวมระยะเวลาที่ศึกษาในระดับปริญญาโท 2 ปีด้วย รวมทั้งต้องเขียนและสอบวิทยานิพนธ์ระดับปริญญาเอกผ่านเสียก่อนด้วย นักศึกษาที่สำเร็จการศึกษาจะได้รับ "ปริญญาดุษฎีบัณฑิต"
Q 10. "นักศึกษาวิจัย" คืออะไร เกี่ยวข้องอย่างไรกับการเรียนในบัณฑิตวิทยาลัย?
นักศึกษาวิจัย เป็นนักศึกษาที่ไม่ใช่นักศึกษาภาคปกติ ไม่ได้วุฒิการศึกษาได้รับอนุญาตให้เข้าไปทำวิจัยในหัวข้อเฉพาะทางได้ เป็นระยะเวลา 1 ภาคเรียน หรือ 1 ปีการศึกษา โดยต้องเข้าฟังการบรรยาย 10 ชั่วโมงต่อ 1 สัปดาห์ มีนักศึกษาวิจัยจำนวนมากที่เป็นนักศึกษาที่เตรียมเข้าเรียนต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัยโดยลงเป็นนักศึกษาวิจัย 1 ปี จนสามารถผ่านการคัดเลือกเป็นนักศึกษาปกติในบัณฑิตวิทยาลัยและบางแห่งก็กำหนดคุณสมบัติว่าต้องผ่านหลักสูตรนักศึกษาวิจัยเข้าเรียนต่ออีกด้วย แต่ทั้งนี้มิได้เป็นการรับรองว่าการเป็นนักศึกษาวิจัยจะสามารถสอบเข้าเป็นนักศึกษาในบัณฑิตวิทยาลัยได้ นักศึกษาวิจัยแบ่งออกเป็น
- นักศึกษาที่ต้องการทำวิจัยในมหาวิทยาลัยระยะสั้นๆโดยไม่ต้องการปริญญา
- นักศึกษาภายใต้โครงการแลกเปลี่ยนของมหาวิทยาลัย
- นักศึกษาที่เตรียมเข้าศึกษาต่อในระดับบัณฑิตวิทยาลัย
การเป็นนักศึกษาวิจัยมีส่วนช่วยในการเตรียมความพร้อม โดยเฉพาะการหาหัวข้อวิทยานิพนธ์และอาจารย์ที่ปรึกษา เนื่องจากการเข้าฟังบรรยายในชั้นต่างๆจะทำให้ทราบได้ว่าหัวข้อใด อาจารย์ท่านใดมีความเชี่ยวชาญ หรือมีแนวทางสอดคล้องกับแนวคิดในการทำวิทยานิพนธ์หรือไม่ และยังทำให้อาจารย์ท่านนั้นๆได้มีโอกาสเห็นความมุ่งมั่น และวิธีการทำงานของเราเพื่อสร้างความมั่นใจในการรับเป็นที่ปรึกษาอีกด้วย
Q 11. อยากทราบแหล่งหาทุนการศึกษาในญี่ปุ่น หรือประเภทของทุนที่มีให้กับคนไทย ?
ทุนการศึกษาส่วนมากจะให้ในส่วนของค่าครองชีพเป็นรายเดือน และจะมีเฉพาะบางทุนที่ให้ในส่วนของค่าเล่าเรียนด้วย หากจะแบ่งตามวิธีขอรับทุนแล้ว แบ่งได้เป็น
- ทุนการศึกษาที่สมัครได้ภายนอกประเทศก่อนมายังญี่ปุ่น
- ทุนการศึกษาที่สมัครได้ภายในประเทศภายหลังมาญี่ปุ่นแล้ว ซึ่งมีจำนวนมากกว่ามากและส่วนใหญ่จะให้แก่นักศึกษาระดับมหาวิทยาลัยขึ้นไป
ผู้ประสงค์ขอรับทุน จะต้องผ่านการสอบคัดเลือกต่างๆ เช่น การพิจารณาเอกสารการสอบข้อเขียนในวิชาความรู้ทั่วไปหรือวิชาเฉพาะด้าน และความสามารถทางด้านภาษา รวมทั้งการสอบสัมภาษณ์ด้วย
รายละเอียดทุนการศึกษาที่สมัครได้ภายนอกประเทศก่อนมายังญี่ปุ่น
| ประเภททุน |
|
ระดับที่ให้ทุน |
จำนวนเงิน
ต่อเดือน |
สถานที่ติดต่อ |
ทุนรัฐบาลญี่ปุ่น |
รับรองโดยสถานทูต |
นักศึกษาวิจัย ผู้ฝึกอบรมวิชาชีพครู |
170,000 |
สำนักข่าวสารญี่ปุ่น ชั้น 10 อาคารเสริมมิตร 159 ถ.อโศก (สุขุมวิท 21) วัฒนา กรุงเทพฯ 10110 โทร. 259-0234-7 http://embjp-th.org |
นักศึกษาระดับปริญญาตรี วิทยาลัยเทคนิค วิทยาลัยอาชีวศึกษา นักศึกษาทุนญี่ปุ่นศึกษา |
134,000 |
นักศึกษาโครงการผู้นำเยาวชน |
258,000 |
รับรองโดยมหาวิทยาลัย |
นักศึกษาวิจัย |
170,000 |
สถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ (ในประเทศของตน) |
นักศึกษาทุนญี่ปุ่นศึกษา |
134,000 |
|
(ระบบจองให้) เงินอุดหนุนการศึกษาสำหรับนักศึกษาต่างชาติทุนส่วนตัวของกระทรวงศึกษา วัฒนธรรม กีฬา วิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี |
นักศึกษาในวิทยาลัยอาชีวศึกษาที่สมัครสอบ EJU นักศึกษาในวิทยาลัยหลักสูตรระยะสั้น นักศึกษาปริญญาตรีภาคปกติในมหาวิทยาลัย |
50,000 |
|
ทุนจากส่วนราชการท้องถิ่น |
มีผู้ให้ทุน 3 องค์กร |
127,100
(เฉลี่ย) |
องค์กรเอกชนหรือส่วนราชการท้องถิ่นที่ให้ทุน |
ทุนจากองค์กรเอกชน |
มีผู้ให้ทุน 4 องค์กร |
ทุนการศึกษาระยะสั้น |
(นักศึกษาแลกเปลี่ยนระยะสั้นตามโครงการแลกเปลี่ยนระหว่างมหาวิทยาลัยของไทยกับญี่ปุ่น) |
80,000 |
สถานศึกษาที่ตนสังกัดอยู่ (ในประเทศของตน) |
นอกจากทุนข้างต้นนี้แล้วยังมีทุนในประเทศไทย ที่น่าสนใจอีกมากเช่น
ทุนรัฐบาลไทย หรือ ทุนกระทรวง และ ทุนจากบริษัทวิสาหกิจต่างๆ ดูได้ที่ http://www.ocsc.go.th
ทุนจากภาคเอกชน เช่นทุนพานาโซนิค ทุนอาซาฮีชิมบุน ทุนเอ็ม.เอ.จี.ดูข้อมูลเรื่องทุนเพิ่มเติมได้ที่ www.study-in-japan.com หรือ www.th.emb-japan.go.jp
ทุนการศึกษาที่สมัครได้ภายในประเทศญี่ปุ่นหลังมาญี่ปุ่น
ทุนที่ขอรับได้เมื่ออยู่ในประเทศญี่ปุ่นแล้ว โดยแยกตามผู้ให้ทุนคือ
ทุนจากองค์กรท้องถิ่น เช่น เขต จังหวัด เป็นต้น
ทุนจากองค์กรเอกชน เช่น มูลนิธิ บริษัท
ทุนจากสถาบันการศึกษา ซึ่งจะมีตั้งแต่ระดับ สถาบันสอนภาษาขึ้นไป
การติดตามเรื่องทุน สามารถติดตามได้จากเว็ปไซท์ของสถาบันที่ศึกษาอยู่ หรือหน่วยงานบริการนักศึกษา หรือ เว็ปไซต์ขององค์การสนับสนุนนักศึกษาแห่งประเทศญี่ปุ่น www.jasso.go.jp
|